EXIM BANK ออกผลิตภัณฑ์ช่วยธุรกิจ S และ M เน้นอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และเครื่องสำอาง ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของภาคส่งออกไทยในครึ่งหลังปี 63

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากกิจกรรมการบริโภคและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการการเงินและการคลังเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง เพิ่มกำลังซื้อ และบรรเทาภาระหนี้ให้ภาคธุรกิจและประชาชน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 2563 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิด-19 เป็นสำคัญ รวมทั้งผลที่จะตามมาเมื่อมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของภาครัฐทยอยสิ้นสุดลง


ด้านการส่งออก ในช่วงที่ผ่านมาไทยอยู่ในเกณฑ์ดีกว่าหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน เพราะสินค้าไทยหลากหลายและยืดหยุ่นค่อนข้างดี โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ไก่และสุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง ผักและผลไม้ และเครื่องปรุงรส ขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่แม้หดตัว แต่ไทยก็ยังมีศักยภาพและเป็นฐานการผลิตสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ อาทิ เครื่องปรับอากาศ เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง คาดว่าสินค้าเหล่านี้จะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว โอกาสการเติบโตของภาคส่งออกขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระเงินค่าสินค้าของผู้ซื้อ และความเสี่ยงด้านความผันผวนของค่าเงิน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังเกิดขึ้นทั่วโลก ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับต่ำ โดย EXIM BANK คาดการณ์ว่า มูลค่าส่งออกของไทยทั้งปี 2563 จะหดตัว 8-10% ในครึ่งหลังปี 2563  EXIM BANK ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมและขนาดธุรกิจให้สามารถปรับตัวรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและต่างประเทศได้


• บริการประกันการส่งออกสำหรับผู้ประกอบการขนาดย่อม (EXIM for Small Biz) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดย่อมที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปีหรือจ้างงานไม่เกิน 50 คน ที่เพิ่งเริ่มต้นส่งออก ไม่เคยใช้บริการประกันการส่งออก และมีแผนจะส่งออกมูลค่าไม่สูงนัก สามารถขออนุมัติวงเงินผู้ซื้อกับ EXIM BANK ตั้งแต่มูลค่า 100,000-500,000 บาท วงเงินรับประกันสูงสุด 2 ล้านบาทต่อรายผู้เอาประกัน
• สินเชื่อเอ็กซิมเสริมทุนธุรกิจขนาดกลาง (EXIM Amazing M Credit) เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลาง วงเงินสูงสุด 80 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 3.75% ต่อปี
• สินเชื่อเอ็กซิมเสริมไทยเก่ง (EXIM Star Credit) เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับผู้ส่งออก SMEs ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1. กลุ่มเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2. กลุ่มอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และ 3. กลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติปรุงแต่งดูแลร่างกาย วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 4.75% ต่อปี และลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 4% ต่อปี กรณีส่งออกไป CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม)


นอกจากนี้ EXIM BANK มีสินเชื่ออีกหลากหลายรูปแบบ เพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกและนักลงทุนในซัพพลายเชนของการส่งออกสินค้าและบริการของไทยปรับเปลี่ยนหรือยกระดับกระบวนการผลิต เพิ่มมูลค่าธุรกิจ และแข่งขันได้ รวมทั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้าของ EXIM BANK (EXIM Excellence Academy : EXAC) ยังมีโครงการอบรมทางออนไลน์และกิจกรรมกลุ่มย่อย เพื่อช่วยเพิ่มทักษะความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และจับคู่ธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาด  CLMV ซึ่งยังมีความต้องการสินค้าและบริการของไทยอีกมาก

ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 EXIM BANK มีสินเชื่อคงค้าง 126,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,317 ล้านบาท หรือ 18.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 35,665 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 90,836 ล้านบาท การปล่อยสินเชื่อของ EXIM BANK ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 85,834 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของ SMEs เท่ากับ 29,227 ล้านบาท หรือคิดเป็น 34.05%
ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 EXIM BANK มีวงเงินสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 92,891 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน 52,915 ล้านบาท จากจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อคงค้างให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกและลงทุนใน CLMV จำนวน 33,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.38% หรือ 2,854 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โควิด-19 ทำให้ความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 EXIM BANK มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 90,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37,503 ล้านบาทหรือ 70.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกัน ในช่วงครึ่งปีแรก EXIM BANK ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญทางการเงินในการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก โดยพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ลูกค้าเป็นระยะเวลา 6 เดือน และออกมาตรการทั้งด้านสินเชื่อและประกันความเสี่ยงให้แก่ลูกค้า ซึ่ง 81% เป็นผู้ส่งออก SMEs ซึ่งมีความสามารถในการต้านทานปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้น้อย อาทิ ปริมาณคำสั่งซื้อลดลงจากเศรษฐกิจโลกซบเซา ความเให้สี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าสูงขึ้น ภาคการผลิตหยุดชะงักจากการที่ซัพพลายเออร์หยุดการผลิตและไม่สามางวัตถุดิบมาได้ ธุรกิจขาดสภาพคล่อง ขณะที่เงินบาทมีทิศทางแข็งค่า ทำให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันด้านรารถส่คา ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 EXIM BANK ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการกว่า 4,600 ราย หรือประมาณ 15% ของผู้ส่งออกทั้งประเทศ วงเงินรวมมากกว่า 50,000 ล้านบาท
ผลดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2563 EXIM BANK มีกำไรก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและสำรองอื่นเท่ากับ 1,163 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) ซึ่งเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่มีความเสี่ยงสูง และการกันสำรองตามเกณฑ์ TFRS 9 ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่ง EXIM BANK เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแห่งแรกที่ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน กลุ่มเครื่องมือทางการเงิน (รวมถึง TFRS 9) ทำให้ธนาคารต้องกันสำรองตามเกณฑ์ TFRS 9 2,908 ล้านบาท บวกกับการกันสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและสำรองอื่นสำหรับงวดครึ่งแรกปี 2563 เท่ากับ 2,579 ล้านบาท รวมเป็น 5,487 ล้านบาท แต่เนื่องจาก EXIM BANK กันสำรองไว้สูงอยู่เดิม ทำให้งวดครึ่งแรกปี 2563 EXIM BANK ขาดทุนสุทธิเพียง 1,416 ล้านบาท


EXIM BANK มีการติดตามให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งควบคุมดูแลคุณภาพสินเชื่อของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างใกล้ชิด แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ EXIM BANK มีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio) เท่ากับ 6.37% ณ 30 มิถุนายน 2563 เทียบกับระดับ 4.60% ณ สิ้นปี 2562 ขณะเดียวกัน EXIM BANK ใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ทำให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 163.89%
“วิกฤตโควิด-19 เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญว่า ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจไทยต้องพัฒนาและยกระดับห่วงโซ่อุปทานการผลิตครั้งใหญ่ให้สอดรับกับบริบทใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งกระแสการใส่ใจความปลอดภัย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่จะมีมากขึ้น ตลอดจนความจำเป็นที่จะต้องเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า พัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์เพื่อตอบสนองกระแส Social Distancing และพฤติกรรม New Normal ที่เกิดขึ้นทั่วโลก EXIM BANK จึงพร้อมทำหน้าที่เติมเต็มความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ด้านเงินทุนและเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ที่จะใช้ดำเนินธุรกิจต่อไป รวมทั้งต่อยอดพัฒนากระบวนการผลิตและการบริการ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เสริมสร้างภูมิต้านทานของธุรกิจไทย รองรับกับวิกฤตอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้” นายพิศิษฐ์กล่าว

แสดงความคิดเห็น

บทความล่าสุด

VIEW ALL

กรมชลตอบรับความต้องการชาวป่าบอนพัทลุง เร่งเดินหน้าสร้างอ่างเหมืองตะกั่วช่วย 10 หมู่บ้าน

กรมชลประทาน ตอบรับความต้องการแหล่งน้ำของชาวอำเภอป่าบอน จ.พัทลุง เร่งพัฒนาอ่างเก็บน้ำเหมือง…

โครงการสินค้าชุมชน สร้างรายได้ สร้างชุมชน

การเคหะแห่งชาติ เปิดโครงการสินค้าชุมชน “สร้างรายได้ สร้างชุมชน” รับมือผลกระทบสถานการณ์โควิ…

เปิดวิชั่น “วิทัย” ดันออมสินธนาคารเพื่อสังคมเต็มตัว เร่งสปีดลดหนี้สิ้นฐานราก

วิทัย รัตนากร เปิดวิสัยทัศน์ ปรับบทบาทธนาคารออมสินเข้าสู่การเป็น Social Bank เต็มรูปแบบ เผ…

บทความแนะนำ

VIEW ALL

กรมชลตอบรับความต้องการชาวป่าบอนพัทลุง เร่งเดินหน้าสร้างอ่างเหมืองตะกั่วช่วย 10 หมู่บ้าน

กรมชลประทาน ตอบรับความต้องการแหล่งน้ำของชาวอำเภอป่าบอน จ.พัทลุง เร่งพัฒนาอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว เผย…

โครงการสินค้าชุมชน สร้างรายได้ สร้างชุมชน

การเคหะแห่งชาติ เปิดโครงการสินค้าชุมชน “สร้างรายได้ สร้างชุมชน” รับมือผลกระทบสถานการณ์โควิดให้แก่ชุม…

เปิดวิชั่น “วิทัย” ดันออมสินธนาคารเพื่อสังคมเต็มตัว เร่งสปีดลดหนี้สิ้นฐานราก

วิทัย รัตนากร เปิดวิสัยทัศน์ ปรับบทบาทธนาคารออมสินเข้าสู่การเป็น Social Bank เต็มรูปแบบ เผยเตรียมเข้…