สทนช.”เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมายน้ำ

“สทนช.”ถกสื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมายน้ำ หลัง“กฎหมายน้ำ”ฉบับแรกของประเทศไทยบังคับใช้ 27 มค.   พร้อมเปิดแผนบริหารจัดการน้ำของชาติ 20 ปี  เร่งเข็นโครงการสำคัญขนาดใหญ่ 30 แห่ง ยันเกษตรกร-การใช้น้ำพื้นฐาน -ครองชีพปลอดการจัดเก็บ 

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กล่าวในระหว่างงานการสัมมนาเรื่อง“เหลียวหน้า….แลหลังแนวทางการบริหารจัดการน้ำของชาติ ๒๐ ปีภายใต้การแจ้งเกิดพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำพ.ศ.2561”ว่า พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวนับเป็นกฎหมายน้ำฉบับแรกของประเทศ  ซึ่งรัฐบาลคาดหวังว่ากฎหมายฉบับนี้ จะทำให้เกิดการบูรณาการการใช้ พัฒนา บริหารจัดการ ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำที่เป็นเอกภาพ มีมาตรการป้องกันแก้ไขน้ำแล้ง-น้ำท่วม วางหลักเกณฑ์ในการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำสาธารณะ มีองค์กรในการบริหารจัดการน้ำระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และระดับองค์กรผู้ใช้น้ำสะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำ

นายสมเกียรติ กล่าวถึงทิศทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำหลังจากนี้ด้วยว่า จะมุ่งเน้นในการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีความเป็นเอกภาพ ตลอดจนบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถบริหารทรัพยากรน้ำให้มีความประสานสอดคล้องกันในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน 8 เรื่อง คือ การจัดสรร การใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และสิทธิในน้ำรวมทั้งจะมีการวางหลักเกณฑ์ในการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำสาธารณะการจัดทำนโยบายและแผนบริหารทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ    รวมทั้งจะทำให้เกิดองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใน 3 ระดับ คือ ระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำและระดับองค์กรผู้ใช้น้ำ

“ขั้นตอนต่อไปสทนช.เตรียมความพร้อมในการนำกฎหมายลูกต่างๆ อาทิ การกำหนดพื้นที่ลุ่มนํ้าและการอนุญาตการใช้นํ้า และการเก็บค่านํ้า เป็นต้น เพื่อออกไปรับฟังความคิดเห็นในคราวเดียวกัน   โดยเฉพาะเรื่องการเก็บค่านํ้า ทางสทนช.อยู่ในช่วงศึกษาการเก็บค่านํ้าของชลประทานและการจัดเก็บค่านํ้าบาดาล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายมากที่สุด และการน้ำใช้ในขั้นพื้นฐานการดำรงชีพจะไม่มีการเก็บค่านํ้าอย่างแน่นอน   ส่วนจะเก็บจากอุตสาหกรรมขนาดไหน  เก็บอย่างไร  ตรงนี้จะต้องไปรับฟังความคิดเห็นและศึกษาให้รอบคอบที่สุด”

นายสมเกียรติ  ยังกล่าวถึง บทบาทของ สทนช. ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำฯด้วยว่า จะทำหน้าที่เป็นเสนาธิการน้ำและเป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ(กนช.) โดยให้มีหน้าที่และอำนาจสำคัญ ในการจัดทำผังน้ำเชื่อมโยงการดำเนินงานกับคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานของรัฐ / อปท. และภาคส่วนต่าง ๆ ให้เป็นไปตามพ.ร.บ.น้ำฯ อำนวยการและกำกับดูแลโครงการสำคัญระดับชาติหรือโครงการเร่งด่วน   ตลอดจนบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยการแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤติน้ำที่นายกรัฐมนตรีบัญชาการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจในขณะที่สทนช.ภาค มีบทบาททำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการลุ่มน้ำ และดำเนินการให้มีการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ

ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและจัดทำกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฯ ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นกฎหมายในการบริหารทรัพยากรน้ำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คาดภายใน 2 ปี จะสามารถออกกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ ตามหมวด 4และกฎหมายว่าด้วยการยื่นคำขอรับใบอนุญาตการใช้น้ำ ตามมาตรา 104 แล้วเสร็จ

สำหรับประโยชน์จากการบริหารทรัพยากรน้ำภายใต้บังคับพ.ร.บทรัพยากรน้ำฯ จะทำให้มีนโยบายการบริหารทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ    จะทำให้มีแผนแม่บทการบริหารทรัพยากรน้ำที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี โดยในระดับลุ่มน้ำจะมีแผนแม่บทการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ ซึ่งจะเป็นแผนที่ที่กำหนดทางเดินให้ไปถึงจุดหมาย ที่ทำให้มีความมั่นคงและยั่งยืนด้านน้ำ มีการบริหารจัดการน้ำครอบคลุมทุกบริบทของน้ำ ทั้งน้ำในบรรยากาศ น้ำบนดิน น้ำใต้ดิน และน้ำทะ   ตลอดจนบริหารจัดการโดยองค์กรระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และองค์กรผู้ใช้น้ำ  ในขณะที่ประชาชนเองก็จะมีสิทธิใช้น้ำตามสิทธิขั้นพื้นฐาน และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ  ที่สำคัญคือจะทำให้ประเทศไทยมีแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมที่บูรณาการร่วมกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ

นอกจากนี้ สทนช.จะเร่งขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ให้สอดคล้องกับพื้นที่เป้าหมาย (Area Based) ทั่วประเทศจำนวน 66 พื้นที่  แบ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาด้านน้ำ 53 พื้นที่ รวม 34.62 ล้านไร่ น้ำท่วม 11.24 ล้านไร่ น้ำแล้ง 6.87 ล้านไร่  ประสบปัญหาทั้งน้ำท่วม และน้ำแล้ง 16.51 ล้านไร่   ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ 0.001 ล้านไร่ และพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ 13 พื้นที่ 10.81 ล้านไร่ ทั้งนี้ ในเบื้องต้นแผนงานโครงการที่มีศักยภาพดำเนินการได้ตั้งแต่ปี 2563 แบ่งเป็น ปี 2563 จำนวน 46 โครงการ วงเงิน 34,166 ล้านบาท  ปี 2564 จำนวน 52 แห่ง วงเงิน 189,755 ล้านบาท  ดำเนินการปี 2565 จำนวน 7 แห่ง วงเงิน 76,738 ล้านบาทฃ รวมทั้งศึกษา SEA ใน 5 ลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ สะแกกรัง ปราจีนบุรี-บางปะกง ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ชี มูล เป็นต้น

แสดงความคิดเห็น

บทความล่าสุด

VIEW ALL

การเคหะผุดสมาร์ทโฮมผ่อนไม่เกิน2พัน

การเคหะแห่งชาติเตรียมแผนลุยบ้านล้านหลังต่อ เร่งพัฒนาบ้าน Smart Home โดยใช้บ้านโครงเหล็กประ…

ออมสินจับมือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพยกระดับอาชีพแก่ผู้มีรายได้น้อย

ธนาคารออมสิน ลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนและส่งเสริมการพัฒนาสมรร…

ดึงสหกรณ์การเกษตรระดับอำเภอผลิตปุ๋ยใช้เองถูกกว่าตลาด30%

ต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรส่วนใหญ่เกิดจากค่าปัจจัยการผลิตที่เกษตรกรจำเป็นต้องใช้สำหรับการเพา…

บทความแนะนำ

VIEW ALL

กระตุ้นเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ออมสินจัดโปรฯสินเชื่อ SME

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand Industry Expo 2018 เพี่อสร้าง…

“บิ๊กฉัตร”ลงพื้นที่นำศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาน้ำประจวบคีรีขันธ์

[video width="960" height="540" mp4="http://www.thaiagritec.com/wp-content/uploads/2018/09/329933.t.…

กรมกิจการผู้สูงอายุแจงข่าวลือเพิ่มเบี้ยคนชรา

ตามที่มีการส่งต่อข้อมูล กรณี การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยอายุ 60 ปี เพิ่มเป็น 700 บาท อายุ …