2 ปี นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน หนุนสร้างคนรุ่นใหม่-ครอบครัวเข้มแข็ง

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ นับแต่เริ่มโครงการมากว่า 2 ปี มีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการแล้ว 3,670 คน ปี 2565  ตั้งเป้าจะพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่อีกประมาณ 850 คน ซึ่งแม้จะมีจำนวนไม่มาก  แต่พบว่ากลุ่มเกษตรกรเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่กลับไปสร้างความเข้มแข็ง ให้บ้านเกิดและเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่งที่ผสานกับเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งการผลิต และการตลาด อีกทั้งจะเป็นแรงงานทดแทนเกษตรกรไทยที่เริ่มเข้าสู่ช่วงสูงวัย ซึ่งแต่ละปีจะมีการสำรวจผลสัมฤทธิ์โครงการโดยในปี 2564 สำรวจแปลงเกษตร 500  ราย พบว่ามีรายได้จากภาคเกษตรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า  โดยพบว่าก่อนเข้าร่วมโครงการมีรายได้  7,451 บาทต่อคนต่อปี  หลังเข้าร่วมโครงการมีรายได้เฉลี่ย 10,098 บาทต่อคนต่อปี  

 “ โครงการนี้ไม่ได้ใช้เงินเป็นหลัก แต่ใช้การสนับสนุนสร้างแรงจูงใจให้เยาวชน คนรุ่นใหม่มองเห็นว่า การเกษตรก็เป็นอาชีพที่มั่นคงได้หากมุ่งมั่นตั้งใจ และย้ำในเรื่องการทำน้อยได้มาก แต่อย่างไรก็ตามเกษตรกรที่เข้าโครงการนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้ามาช่วยเหลือในการเป็นพี่เลี้ยงประสานหน่วยงานเข้ามาให้ความรู้แนะนำการทำการเกษตร ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำประมง ตามความถนัดและความสนใจของแต่ละคน พร้อมทั้งมีสหกรณ์ในพื้นที่คอยสนับสนุนหาตลาด  รับซื้อผลผลิตและจัดหาเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ และพันธมิตรอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.)ที่พร้อมสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรที่เข้าโครงการนำไปเป็นทุนประกอบอาชีพ เชื่อว่า โครงการนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่สร้างความยั่งยืนภาคการเกษตรของไทย ในอนาคต” นางสาวมนัญญา กล่าว

ด้านนายนัฐนันท์ ประเสริฐสกุล เกษตรกรในโครงการลูกหลานกลับบ้าน จ.ชุมพร  กล่าวว่า สมัครเข้าโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาด้วยเหตุผลเดียวคือต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และต้องการมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพราะด้านการเกษตรกรมีพื้นฐานมาบ้างแล้วจากการเรียนและการลงมือทำตลอด 20 ปีที่ผ่านมา หลังจากจบปริญญาตรีจากลาดกระบัง สาขาพืชสวน ก็กลับบ้านเพื่อทำการเกษตรที่พ่อแม่ทำอยู่ก่อนหน้า ในพื้นที่ 37 ไร่  ปลูกกล้วย ทุเรียน ส้มโชกุน มะละกอ เป็นเกษตรปลอดภัย ในสวนไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า  สำหรับปุ๋ยทำเองตามสูตรต่างๆที่มีการเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรด้วยกัน ผลผลิตทั้งหมดขายส่งในตลาดชุมพร 

“ชอบที่สุดที่เข้าโครงการคือการได้รับความรู้ใหม่ ๆ เทคนิคใหม่ ๆ และได้เครือข่ายใหม่ทั้งภาคเกษตร เอกชนและภาคราชการ  ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเกษตรยุคใหม่  การต่อยอดการเกษตรต้องเข้าใจระบบตลาดให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อต่อยอดธุรกิจของตนเอง มากกว่าการผลิตเพื่อขายราคาขั้นต่ำเท่านั้น ผมไม่อยากขายผลผลิตในราคาขั้นต่ำเพราะมั่นใจว่าของเราดี ต้องขายได้ราคาที่เป็นธรรม”

นายนัฐนันท์ กล่าวอีกว่า การทำการเกษตรต้องมีการวางแผนว่าตลาดต้องการอะไร โดยเฉพาะตลาดใกล้บ้านเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดค่าขนส่ง ก็พบว่า ที่ชุมพรกล้วยน้ำว้าที่ไร้เมล็ดมีไม่เพียงพอ ต้องซื้อจากจังหวัดราชบุรี ตนเองจึงนำพันธุ์ปากช่อง 50 มาปลูก ผลคือแม่ค้าในพื้นที่เหมาสวนล่วงหน้า  รายได้เฉพาะขายกล้วยอยู่ในช่วง  15,000-30,000 บาทต่อเดือน ตามจังหวะราคาตลาด

 ขณะที่นางสาววลัยรัตน์ ปานตั๊น   อายุ 43 ปี เกษตรกรจังหวัดราชบุรี ดีกรีปริญญาโท ม.กรุงเทพ   กล่าวว่ากลับมาอยู่บ้านเมื่อปี 2563 และสมัครเข้าโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ  เป้าหมายที่กลับบ้านคือต้องการอยู่ดูแล พ่อและแม่ที่อายุเพิ่มมากขึ้น กลับมาทั้ง 3 คนพี่น้อง ตนเองจึงสมัครเข้าโครงนี้ หลังอบรม 1 ปีเริ่มวางแผนปลูกพืช ทำการเกษตรแบบจริงจัง เมื่อต้นปี 64 จากเดิมที่พ่อทำสวนมะพร้าวน้ำหอมไว้แล้วในเนื้อที่ 6  ไร่เศษ โดยได้นำความรู้จากการอบรม การดูงานของโครงการมาปรับใช้คือการวางแผนผลิต การทำบัญชี โดยดูตลาดในพื้นที่ว่าเขาต้องการอะไร

 “การเริ่มต้นของเราสามพี่น้องคือวางแผนว่าอะไรทำได้ง่ายและขายได้เร็ว จึงเริ่มเลี้ยงเป็ดอี้เหลียง ที่ดูจากอินเตอร์เน็ตว่าเลี้ยงง่าย ตายยาก ประกอบกับที่บ้านเป็นท้องร่องสวนจึงเริ่มเลี้ยงเป็ดเพียง 3 ตัวจากนั้นสามารถขยายได้เป็น 50 ตัว ผลผลิตที่ขายคือไข่เป็ดที่มีเชื้อผ่านระบบออนไลน์ทุกช่องทางในชื่อของบ้านสวนปานตั๊น เพื่อให้ลูกค้านำไปฟักเป็นตัวซึ่งได้รับการตอบรับมาก  โดยอาหารที่เลี้ยงจะใช้เศษต้นกล้วยและผักในสวนเป็นอาหาร นอกจากนั้นไปอบรมเลี้ยงปุ๋ยมูลไส้เดือนกลับมาเริ่มลงทุนเพียง 2 พันบาทซื้อไส้เดือนมาเลี้ยงเพื่อเอามูลทำปุ๋ยจำหน่าย ก็ได้รับการตลอดรับที่ดี ผลผลิตที่ออกมากเช่นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะขาม มะม่วงหาวฯ ก็มีการนำแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็นการถนอมอาหาร ในสวนทุกอย่างจะไม่ทิ้งทุกอย่างนำมาแปรรูปได้ทั้งหมด และขายผ่านระบบออนไลน์ช่วยได้มาก เพราะลูกค้าลดเวลาเดินทาง เมื่อเขามั่นใจเรา ก็ยิ่งสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง เรียกว่าปัจจุบันครอบครัวอยู่ได้สบาย ๆ และมีเวลานั่งกินข้าวด้วยกันทุกวันทั้งพ่อแม่และน้อง ๆ ”

แสดงความคิดเห็น

บทความล่าสุด

VIEW ALL

ขับเคลื่อนแก้ไขอุทกภัยนิคมฯ บางปู เร่งสปีดรับฤดูฝน 65

นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมยุคแรกๆ ก่อตั้งเมื่อปี 2520 ถึงวันน…

พาณิชย์ ชูผ้าทอยโสธร ต้นแบบหัตถกรรมเพื่อความยั่งยืน สร้างรายได้แก่ชุมชน

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในโอกาสเดินทางตรวจเยี่ยม และพบปะป…

จัดการน้ำภาคกลาง ต้องรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว

น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวกับการให้ความสำคัญของปัญหาทรัพยากรน้ำ ภายใต้การดูแลของ พล.อ.ประวิตร ว…

บทความแนะนำ

VIEW ALL

ขับเคลื่อนแก้ไขอุทกภัยนิคมฯ บางปู เร่งสปีดรับฤดูฝน 65

นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมยุคแรกๆ ก่อตั้งเมื่อปี 2520 ถึงวันนี้กว่า 45 …

พาณิชย์ ชูผ้าทอยโสธร ต้นแบบหัตถกรรมเพื่อความยั่งยืน สร้างรายได้แก่ชุมชน

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในโอกาสเดินทางตรวจเยี่ยม และพบปะประชาชนจากก…

จัดการน้ำภาคกลาง ต้องรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว

น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวกับการให้ความสำคัญของปัญหาทรัพยากรน้ำ ภายใต้การดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ …