ชู​ Single Command+Big​ Data นายกฯ​ตอกย้ำจัดการน้ำทั้งระบบ

นายกรัฐมนตรีเปิดงาน “สร้างรู้ สื่อสาร การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูฝน ปี 2562” หลังรีเทิร์นรับตำแหน่งอีกครั้ง ติวเข้มความพร้อมบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เน้นย้ำความเป็นเอกภาพ ชู สนทช.แกนหลักผนึกกำลังหน่วยงานด้านน้ำกว่า 40 หน่วยงาน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดงาน “สร้างรู้ สื่อสาร การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูฝน ปี 2562” มีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านน้ำร่วมงานกว่า 40 หน่วยงาน ผู้ร่วมงานประมาณ 800 คน สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการเสวนาหัวข้อ “ต่อยอดนวัตกรรม ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” จาก 5 หน่วยงานหลัก ประกอบด้วย สทนช. กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กระทรวงมหาดไทย และกองทัพไทย รวมทั้งภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการจำลองและสาธิตการปฏิบัติการจริงของศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ และการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมจาก 13 หน่วยงานด้านน้ำ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤติ นำไปสู่การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วน ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ ตลอดจนเป็นการเตรียมความพร้อม และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดอย่างยั่งยืน 

นายกรัฐมนตรีกล่าวมอบนโยบายการบริหารจัดการน้ำ ว่า  รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด และจัดสรรงบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหาด้านน้ำทั้งระบบ โดยเฉพาะการดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง ซึ่งจากการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอดประสานร่วมกันให้เกิดความเป็นเอกภาพ โดยมี สทนช.เป็นหน่วยงานกลางในการอำนวยการ กำกับดูแล ติดตาม อย่างใกล้ชิด โดยมีการเตรียมมาตรการในเชิงป้องกันก่อนที่ผลกระทบจะเกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือการบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2562 นอกจากการเตรียมการของแต่ละหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักแล้ว การสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และชี้แจงไปยังประชาชนได้รับทราบถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมา และสร้างความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากจะเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมให้กับภาคประชาชน รวมถึงเป็นการเตรียมการรับมือป้องกันภัยของตนเองอย่างรู้เท่าทัน และปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ที่จะลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

ด้าน นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนในปีนี้ว่า ได้มีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนการเพาะปลูกให้ชัดเจน ทั้งในเขต/นอกเขตชลประทาน ได้มีการปรับปรุง Rule Curve ใหม่เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำใหม่ทั่วประเทศ  สำรวจแหล่งกักเก็บน้ำต่างๆ ดำเนินการเชิงป้องกันความเสี่ยงอุทกภัย พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย จัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำหลาก สำหรับเตรียมการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนนี้และแผนการป้องกัน รับมือ และเผชิญเหตุอุทกภัย ตรวจสอบสภาพอาคารชลศาสตร์ ระบบการระบายน้ำ สถานีโทรมาตร เพื่อติดตามเฝ้าระวัง ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ สำรวจแม่น้ำ คูคลอง และดำเนินการขุดลอกกำจัดผักตบชวา ตลอดจนขยะ เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคกีดขวางการระบายน้ำ ในช่วงฤดูน้ำหลาก เตรียมความพร้อม เครื่องจักร เครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือ  

นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำ สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ และการแจ้งเตือนล่วงหน้าพร้อมแนวทางการปฏิบัติ รวมถึงการกำหนดเกณฑ์การปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติเพื่อบริหารจัดการน้ำในสภาวะปกติและสภาวะวิกฤติ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ศูนย์ปฏิบัติการ ได้แก่ 1.) ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติของ สทนช. เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสาน ติดตาม ข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำ เพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ประจำวัน ซึ่งเป็นการดำเนินการภาวะปกติ หรือ ระดับที่ 1 ระดับสีเขียว 2.) ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติจะเริ่มปฏิบัติงาน เมื่อมีพายุก่อตัวและคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย หรือความกดอากาศต่ำพาดผ่าน มีปริมาณฝนตกชุกหนาแน่นครอบคลุมหลายจังหวัด คิดเป็นปริมาณฝนสะสม 3 วัน มากกว่า 200 มม. ปริมาณน้ำในลำน้ำมากกว่า 60% ของความจุลำน้ำ และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 60% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือสูงกว่าเส้นควบคุมบนของ Rule Curve คือ อยู่ในเกณฑ์ระดับที่ 2/3 หรือ ระดับสีเหลือง/ส้ม ซึ่งคาดว่าศูนย์ฯ จะเริ่มปฏิบัติงานช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้เนื่องจากมีการคาดการณ์ถึงสถานการณ์พายุที่จะเข้าสู่ประเทศไทย และ 3.) ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการศูนย์ฯ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีสถานการณ์รุนแรงในระดับประเทศ  เข้าสู่ระดับ 4 ระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด มีผลกระทบในวงกว้าง โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลสถานการณ์ พื้นที่รับผลกระทบไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ที่กำกับดูแลโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเร่งด่วนตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ต่อไป

แสดงความคิดเห็น

บทความล่าสุด

VIEW ALL

กรมชลตอบรับความต้องการชาวป่าบอนพัทลุง เร่งเดินหน้าสร้างอ่างเหมืองตะกั่วช่วย 10 หมู่บ้าน

กรมชลประทาน ตอบรับความต้องการแหล่งน้ำของชาวอำเภอป่าบอน จ.พัทลุง เร่งพัฒนาอ่างเก็บน้ำเหมือง…

โครงการสินค้าชุมชน สร้างรายได้ สร้างชุมชน

การเคหะแห่งชาติ เปิดโครงการสินค้าชุมชน “สร้างรายได้ สร้างชุมชน” รับมือผลกระทบสถานการณ์โควิ…

เปิดวิชั่น “วิทัย” ดันออมสินธนาคารเพื่อสังคมเต็มตัว เร่งสปีดลดหนี้สิ้นฐานราก

วิทัย รัตนากร เปิดวิสัยทัศน์ ปรับบทบาทธนาคารออมสินเข้าสู่การเป็น Social Bank เต็มรูปแบบ เผ…

บทความแนะนำ

VIEW ALL

กรมชลตอบรับความต้องการชาวป่าบอนพัทลุง เร่งเดินหน้าสร้างอ่างเหมืองตะกั่วช่วย 10 หมู่บ้าน

กรมชลประทาน ตอบรับความต้องการแหล่งน้ำของชาวอำเภอป่าบอน จ.พัทลุง เร่งพัฒนาอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว เผย…

โครงการสินค้าชุมชน สร้างรายได้ สร้างชุมชน

การเคหะแห่งชาติ เปิดโครงการสินค้าชุมชน “สร้างรายได้ สร้างชุมชน” รับมือผลกระทบสถานการณ์โควิดให้แก่ชุม…

เปิดวิชั่น “วิทัย” ดันออมสินธนาคารเพื่อสังคมเต็มตัว เร่งสปีดลดหนี้สิ้นฐานราก

วิทัย รัตนากร เปิดวิสัยทัศน์ ปรับบทบาทธนาคารออมสินเข้าสู่การเป็น Social Bank เต็มรูปแบบ เผยเตรียมเข้…