โครงการห้วยน้ำรีจ่อเปิดใช้ ปี 64 กรมชลฯเดินหน้าสร้างป่า-สร้างรายได้ชุมชน

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ รับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี พร้อมระบบผันน้ำ ระบบส่งน้ำและอาคารประกอบไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ   ซึ่งกั้นลำห้วยรี หมู่12 บ้านกิ่วเคียน ตำบลจริม อ.ท่าปลา เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค และการเพาะปลูก ให้กับชาว อ.ท่าปลา ที่อพยพมาจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์Line

โครงการนี้ มีแนวทางเพื่อตอบสนองความต้องการน้ำ โดยเฉพาะเพื่อการเพาะปลูกพืชหรือเพื่อการประกอบอาชีพ ซึ่งมีการดำเนินการด้านการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนนพื้นที่ควบคู่ไปกับโครงการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 จนถึงปัจจุบัน ผ่านการร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร รวมถึงสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอุตรดิตถ์ ในการจัดเวทีประชาคมระดับหมู่บ้าน รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการสร้างอาชีพที่เป็นรูปธรรมเพื่อต่อยอด และเยียวยาผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี

โดยเมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางนายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน พร้อมด้วยนายสุรัช ธนูศิลป์ ผอ.สำนักบริหารโครงการฯ  นาย ยุทธนา มหานุกุล ผอ.สำนักงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่12 นำส่วนงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เยี่ยมเยียน โดยมีนายนที  บิณฑวิหค หัวหน้าโครงการฟื้นฟูสภาพป่าตามโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.อุตรดิตถ์ พร้อมส่วนราชการ ตัวแทนประชาชน ได้จัดนิทรรศการ นำสินค้า ผลิตภัณฑ์ เกิดจากการส่งเสริม นำเสนอความคืบหน้าและก่อเกิดรายได้สู่ชุมชน

นายเฉลิมเกียรติ ได้กล่าวถึงโครงการนี้ว่า อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดอุตรดิตถ์

นอกเหนือจากการจ่ายค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินให้ชาวบ้านแล้ว กรมชลประทานยังได้จัดเวทีประชาคมใน 5 หมู่บ้าน

ที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 เพื่อสนับสนุนด้านอาชีพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน รวมไปถึงเน้น

การพัฒนาที่เป็นรูปธรรม มีความหลากหลาย และเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในชุมชน ผ่านวิทยากรที่มีความรู้  

สำหรับความคืบหน้าของโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรีนั้น นายเฉลิมเกียรติ อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมากกว่า 50%  แบ่งเป็นความก้าวหน้าโครงการทั้งหมดแผนงาน 59.668% ผลงาน 54.544% ช้ากว่าแผนงาน  5.124% โดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้

1. เขื่อนหัวงานและอาคารประกอบพร้อมอุโมงค์ส่งน้ำ เริ่มดำเนินงานเมื่อ 1 พฤษภาคม 2555 คาดว่าจะแล้วเสร็จวันที่ 28 กันยายน 2563 เสร็จสิ้นแล้ว 86.890% ช้ากว่าแผนงานอยู่ที่ราว 3.815%

2. ระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบ สัญญาที่ 1 เริ่มดำเนินการวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 จะสิ้นสุดสัญญาวันที่

17 ธันวาคม 2562 เสร็จสิ้นแล้ว 83.150% ช้ากว่าแผนงาน 9.182%

3. ระบบท่อส่งน้ำและอาคารประกอบ สัญญาที่ 2 เริ่มดำเนินงานวันที่ 8 สิงหาคม 2561 จะสิ้นสุดสัญญาวันที่

27 กรกฎาคม 2563 ปัจจุบันแล้วเสร็จทั้งสิ้น 48.415% ช้ากว่าแผนงานราว  7.269%

4. งานปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณหัวงาน ระยะที่ 1 เริ่มสัญญาวันที่ 1 สิงหาคม 2561 สิ้นสุดสัญญาไปเมื่อวันที่

26 กรกฎาคม 2562 ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ

5. งานปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณหัวงาน ระยะที่ 2 เริ่มดำเนินงานตามสัญญาวันที่ 12 มีนาคม 2562 และจะสิ้นสุดสัญญาวันที่ 7 กันยายน 2562 ดำเนินการแล้ว 30.20% ช้ากว่าแผนงาน 54.781%

6. ระบบท่อส่งน้ำสายซอยและอาคารประกอบ เป็นงานดำเนินการเอง ดำเนินการแล้ว 89.10% ช้ากว่าแผนงาน 0.9%

7. งานป้องกันการกัดเซาะท้ายอาคารระบายน้ำล้น เป็นงานดำเนินการเองดำเนินการแล้ว 20.918% ช้ากว่าแผนงาน 41.082%

ในส่วนมาตรการการป้องกันแก้ไขและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น กรมชลประทานได้มีแผนการป้องกันแก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมรองรับ ทั้งหมด 27 แผน แบ่งเป็น  1. แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม 10 แผน 2. แผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม 17 แผน ระยะเวลาดําเนินการ รวมทั้งหมด 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2555 จนถึง พ.ศ.2564 หน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งหมด 14 หน่วยงาน

นายเฉลิมเกียรติ ยังกล่าวอีกว่าสำหรับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของกรมชลประทานที่สามารถเห็นได้ชัดนั้น แบ่งออกเป็นส่วนๆ ได้แก่ งานด้านการปลูกป่าทดแทน อนุรักษ์ป่าไม้ ดินและน้ำ ผ่านการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ดังนี้ 1.การจัดกิจกรรมปลูกป่าทดแทน รวม 4,395 ไร่ 2.การจัดกิจกรรมสร้างฝาย รวม 97 ฝาย เป็นฝายชะลอน้ำกึ่งถาวร 23 ฝาย ฝายชะลอน้ำผสมผสาน 23 ฝาย และ 3.การบำรุงป่า ปีที่ 4-6 รวมถึงบำรุงรักษาระบบนิเวศน์ต้นน้ำ 2-6 ปี

อีกทั้งยังมีการดำเนินการด้านการป้องกันการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน ซึ่งทางกรมชลประทานได้ร่วมป้องกัน ปราบปราม และประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนในบริเวณลุ่มน้ำรี เพื่อให้มีความร่วมมือกับภาครัฐในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ให้มีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น กรมชลประทานยังมิได้ละเลยทรัพยากรธรรมสัตว์ป่า โดยหลังจากดำเนินโครงการดังกล่าว ได้มีการตรวจสอบลาดตระเวนเก็บข้อมูลทรพยากรสัตว์ป่าในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยรี และตรวจสิบพื้นที่ที่สัตว์ป่าติดค้าง จากนั้นย้ายสัตว์ป่าไปไว้ในบริเวณที่เหมาะสมอีกด้วย

แสดงความคิดเห็น

บทความล่าสุด

VIEW ALL

บริหารจัดการน้ำแนวใหม่ลดขัดแย้ง นำร่องทั้งลุ่มน้ำสะแกกรัง-ยม

เวลาพื้นที่ใดมีปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าน้ำขาดแคลน น้ำท่วม  การแก้ไขปัญหาจะเป็นการศึกษาและดำเน…

ดันสร้างอ่างแม่คำ-แม่แสลบ หวังช่วยพื้นที่เกษตร 1 แสนไร่

กรมชลประทาน เดินหน้าลุยศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดันสร้างอ่างขนาดกลาง 2 แห่งในอ.แม่จัน ตั้งเ…

ทำอีไอเอ-บ้านเอื้ออาทรขายฝืด 2 ปมปัญหาใหญ่การเคหะ

ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติเปิด 2 ปมปัญหาใหญ่เสนอ รมว.พม. ทั้งเรื่องการจัดทำอีไอเอก่อนเปิดโคร…

บทความแนะนำ

VIEW ALL

บริหารจัดการน้ำแนวใหม่ลดขัดแย้ง นำร่องทั้งลุ่มน้ำสะแกกรัง-ยม

เวลาพื้นที่ใดมีปัญหาเรื่องน้ำ ไม่ว่าน้ำขาดแคลน น้ำท่วม  การแก้ไขปัญหาจะเป็นการศึกษาและดำเนินการเฉพาะ…

ดันสร้างอ่างแม่คำ-แม่แสลบ หวังช่วยพื้นที่เกษตร 1 แสนไร่

กรมชลประทาน เดินหน้าลุยศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดันสร้างอ่างขนาดกลาง 2 แห่งในอ.แม่จัน ตั้งเป้าแก้ปัญห…

ทำอีไอเอ-บ้านเอื้ออาทรขายฝืด 2 ปมปัญหาใหญ่การเคหะ

ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติเปิด 2 ปมปัญหาใหญ่เสนอ รมว.พม. ทั้งเรื่องการจัดทำอีไอเอก่อนเปิดโครงการ และรา…